ThaiNewsTalk(TNT) เว็บข่าวที่คนไทยพูดถึง

"ศีลธรรม" ด่านใหญ่..ใครกล้าฝ่า? "ยุติข้อหาค้าประเวณี" แก้ส่วย-ค้ามนุษย์

"ศีลธรรม" ด่านใหญ่..ใครกล้าฝ่า? "ยุติข้อหาค้าประเวณี" แก้ส่วย-ค้ามนุษย์

"ศีลธรรม" ด่านใหญ่..ใครกล้าฝ่า? "ยุติข้อหาค้าประเวณี" แก้ส่วย-ค้ามนุษย์

“ที่นี่ไม่มีการค้าประเวณี” เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นป้ายหรือได้ยินคำพูดของผู้ดูแลพื้นที่ต่างๆ แน่นอนสิ่งที่ตามมาคือคำถาม “จริงหรือ?” โดยเฉพาะใน “ประเทศไทย” ที่ใครๆ ก็รู้ว่า “มีการขายบริการทางเพศแทบทุกหัวระแหง” แต่หากจะโทษผู้มีอำนาจไม่กล้ายอมรับความจริงบ้าง หรือเจ้าหน้าที่ต้องการหาผลประโยชน์แบบใต้ดินจากธุรกิจนี้บ้างแต่เพียงฝ่ายเดียวคงไม่ยุติธรรมนัก เพราะสังคมไทยเองก็ไม่ค่อยกล้ายอมรับอาชีพดังกล่าวเช่นกัน

เห็นได้จากการรณรงค์ “ยุติความผิดฐานค้าประเวณี (โดยสมัครใจและไม่ใช่ผู้เยาว์)” ที่ดำเนินการมากว่า 2 ทศวรรษนับตั้งแต่มี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 แต่ไม่เคยสำเร็จ “เสียงเล่าลือเบื้องหลัง..เจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองทุกพรรคทุกฝ่ายไม่ค่อยมีใครอยากออกตัว เพราะกลัวถูกมองว่าสนับสนุนกิจกรรมที่ละเมิดศีลธรรมและจารีตประเพณีอันดีงาม” จนอาจเสียฐานเสียง-กระทบคะแนนนิยม

ที่งานแถลงข่าว “ยกที่ 1 ชัยชนะสิทธิพนักงานบริการ” ณ รร.ฮิพโฮเทล ย่านรัชดา-ห้วยขวาง กรุงเทพฯ จัดโดย มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์(Empower Foundation) อันเป็นองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิของผู้ขายบริการทางเพศ อังคณา นีละไพจิตร อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า เมื่อปี 2561 คณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนกับบรรษัทข้ามชาติและองค์กรธุรกิจอื่นๆ ของสหประชาชาติ (United Nations Working Group on the Issues of Human Rights and Transnational Corporations and Other Business Enterprises) ได้มาเยือนประเทศไทย

แล้วตั้งข้อสังเกตว่า “สถานบริการในประเทศไทยเปิดอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเป็นเหมือนวิถีชีวิตหนึ่งของคนไทย แต่พนักงานบริการที่ทำงานในสถานที่เหล่านั้นกลับไม่ได้รับความคุ้มครอง” เช่น ไม่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จึงไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ อย่างที่แรงงานคนหนึ่งควรได้รับ ทั้งนี้ความผิดฐานค้าประเวณีตั้งอยู่บนหลักคิด 2 อย่างคือ 1.ผู้ค้าประเวณีเป็นเหยื่อ โดยเหมารวมไปกับการค้ามนุษย์ กับ 2.การค้าประเวณีคือการละทิ้งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคม

“การให้บริการทางเพศซึ่งไม่ได้เกิดจากการข่มขู่บังคับหรือกระทำต่อเด็กและเยาวชน จะถือเป็นความสมัครใจของบุคคลผู้จะประกอบอาชีพเพื่อให้บริการและหารายได้หรือค่าตอบแทนจากกิจกรรมทางเพศการกระทำที่เป็นไปโดยสมัครใจของตนเพื่อให้ผู้รับบริการมีความพึงพอใจ ย่อมไม่เป็นเหตุหรือเงื่อนไขที่จะลดทอนคุณค่าของความเป็นมนุษย์ลงได้ บุคคลผู้ให้บริการทางเพศจึงยังคงมีคุณค่าในตนเองและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์ทุกคนมาแต่เกิด ต้องได้รับความเคารพและปฏิบัติอย่างเหมาะสมเช่นเดียวกับบุคคลอาชีพอื่น” อดีต กสม. กล่าว

ถึงกระนั้น “ในยุคนี้ดูจะมีความหวังอยู่บ้าง” สืบเนื่องจากการที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีแนวคิด “ทบทวน” กฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี โดยร่วมกับคณะนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง “ยกร่าง” กฎหมายใหม่ขึ้นมาจากการศึกษาต้นแบบของหลายประเทศ ที่มีการ“ขึ้นทะเบียน” ผู้ขายบริการทางเพศ เพื่อจะได้รับความคุ้มครองสิทธิต่างๆ ตามกฎหมาย

แนวคิดข้างต้นแม้ พม. จะมีเจตนาดี แต่สำหรับคนทำงานด้านสิทธิของผู้ขายบริการทางเพศ ทันตาเลาวิลวัณยกุล ผู้ประสานงานมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ตั้งข้อสังเกตว่า “อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาทุจริตและการค้ามนุษย์ได้” อีกทั้งยัง “สิ้นเปลืองทรัพยากรโดยไม่จำเป็น” เมื่อเทียบกับการทำเพียงยกเลิกความผิดฐานค้าประเวณีโดยสมัครใจตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 โดยไม่ต้องเขียนกฎหมายใหม่ขึ้นมาบังคับจดทะเบียน

เพราะ “ลำพังกฎหมายอื่นๆ ที่มีอยู่ก็สามารถนำมาใช้ทั้งคุ้มครองและควบคุมได้อย่างครบถ้วนรอบด้านอยู่แล้ว” เช่น กรณีคนทำงานอยู่ในสถานบริการก็มีกฎหมายแรงงาน กฎหมายประกันสังคม กฎหมายว่าด้วยสถานบริการ นอกจากนี้ยังมีกฎหมายคุ้มครองเด็ก กฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมถึงประมวลกฎหมายอาญากรณีมีการใช้ความรุนแรง เป็นต้น

“เพื่อนพนักงานบริการที่เยอรมนี บอกกับเราว่าส่วนมากถูกบังคับให้จดทะเบียนแล้วก็ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของร้าน ซึ่งไม่สามารถไปจดทะเบียนเองได้ นั่นก็เป็นช่องว่างให้เกิดการคอร์รัปชั่นอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะถ้าคุณจะไปจดทะเบียน เขาก็มีอำนาจจะให้คุณจดหรือไม่จดก็ได้ แล้วที่สำคัญจะมีคนจดทะเบียนแค่ 1 ใน 5 เท่านั้นเอง แล้วเพื่อนพนักงานบริการที่เยอรมนีก็บอกว่าการจดทะเบียนทำให้เกิดการค้ามนุษย์มากขึ้น ทำให้มองเห็นว่ากฎหมายเหล่านี้ไม่ว่าจะทำในรูปแบบใหม่ดีแค่ไหนก็ต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น” ผู้ประสานงานมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ กล่าว

ขณะที่ นัยนา สุภาพึ่ง ผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร ตั้งข้อสังเกตว่า วันนี้ พม. เอาจริงเรื่องการแก้ไขกฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี โดยคาดว่าวันที่ 14-15 ส.ค. 2562 จะมีการนัดประชุมหารือร่วมกันของภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง “น่าห่วงว่าผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีตัวแทนผู้ขายบริการทางเพศและตัวแทนภาคประชาสังคม (NGO) ไม่มากนัก” เท่ากับว่า “เป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมให้ร่างกฎหมายเท่านั้น” เนื่องจากอ้างว่าได้รับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายแล้ว

“จากการที่เราไปสัมผัสบรรดาคนทำงาน ต้องพูดกันตรงไปตรงมาว่าเขาไม่มีความรู้เลย คือคนที่ลุกขึ้นมาทบทวน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ในตำแหน่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ต้องพูดตรงไปตรงมาว่าเขาไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ที่จะทำงานในประเด็นนี้ แต่ทำเพราะเหมือนกับว่ามันเป็นหน้าที่” นัยนา ระบุ

ผอ.มูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษรกล่าวต่อไปว่า ภาคประชาชนต้องมีชุดข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อนำไปเสนอกับรัฐมนตรี พม. สำหรับชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ทางกระทรวงทำมาก่อนหน้ารัฐมนตรีคนปัจจุบันจะเข้ารับตำแหน่งนั้นเป็นปัญหากับประชาชนอย่างไร รวมถึงงานวิจัยของคณะนักวิชาการกลุ่มดังกล่าว ว่าการขึ้นทะเบียนจะยิ่งกลายเป็นการละเมิดซ้ำได้อย่างไร ทั้งนี้ “การยุติความผิดฐานค้าประเวณีจะลดปัญหา “ส่วย” ได้จริง” เพราะที่ผ่านมาทั้งผู้ขายบริการและเจ้าของสถานบริการล้วนต้องจ่ายทั้งสิ้น

“เสียงส่วนใหญ่ในประเทศถ้าไปทำโพลล์เขาไม่คิดเหมือนเราหรอกแต่เราต้องยึดหลักการ จำได้ว่าตอนทำเรื่องนามสกุลผู้หญิง ขนาดพรรคการเมืองที่เสนอให้ผู้หญิงใช้นามสกุลตัวเองได้ยังไม่กล้าทำเป็นมติพรรค เพราะรู้ว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่เอา ถึงต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมาวินิจฉัยว่าเราต้องใช้นามสกุลตัวเองได้เพราะถ้าทำโพลล์ตอนนั้นจริงๆ มันไม่ได้เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่รับ แต่พอกฎหมายออกมาจริงๆ เดี๋ยวนี้ไปถามกระทรวงมหาดไทย คนเลือกจะใช้นามสกุลตัวเองมากกว่า” นัยนา ยกกรณีคล้ายกันเป็นตัวอย่าง

นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนศิริศักดิ์ ไชยเทศ กล่าวเสริมถึงผลกระทบของการเอาผิดผู้ค้าประเวณี ว่า “กลุ่มคนรักเพศเดียวกันถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ” เห็นได้จาก “ผู้ขายบริการที่เป็นผู้หญิงต้องล่อซื้อก่อน..แต่ถ้าชายรักชายเจอที่ไหนจับทันทีโดยไม่ต้องเห็นการกระทำผิด” เช่น เมื่อขี่มอเตอร์ไซค์ไปเที่ยว พอเจอด่านก็ถูกเรียกไว้ก่อน อีกทั้งบางพื้นที่ยังมีการ “ทำประวัติโดยเน้นที่กลุ่มเกย์-กะเทยเป็นพิเศษ” มากกว่าผู้หญิงที่ประกอบอาชีพเดียวกัน

“นอกจากตัวกฎหมายแล้วจะต้องสร้างความเข้าใจกับสังคม ต้องให้สังคมเข้าใจว่าสิทธิในเนื้อตัวร่างกายมันเป็นสิทธิของเขา ซึ่งมันก็ประกาศไว้อยู่แล้วเป็นข้อแรกของสหประชาชาติ ว่าเป็นสิทธิอันศักดิ์สิทธิ์ แล้วเราก็พูดอยู่เสมอว่าไม่ได้ขายตัว เราขายบริการ พอเสร็จสิ้นก็แยกย้ายกันไป ฉะนั้นศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์มันยังคงอยู่ในตัวเขา แล้วอาชีพพนักงานบริการไม่ได้ลดทอนในเนื้อตัวร่างกายของเขาเลย”ศิริศักดิ์ ให้ความเห็น

สุดท้ายกับคำถามที่ว่า “หากกฎหมายยอมรับอาชีพขายบริการทางเพศ จะแก้ปัญหาค้ามนุษย์ได้จริงหรือ?” ประเด็นนี้ อุษา เลิศศรีสันทัด ผู้อำนวยการมูลนิธิผู้หญิง อธิบายว่า หากยังมีความผิดฐานค้าประเวณีอยู่ในกฎหมาย “ถึงถูกเอาเปรียบอย่างไรก็ร้องทุกข์ไม่ได้ เพราะด่านแรกต้องถูกดำเนินคดีฐานค้าประเวณีก่อน” ผู้ขายบริการทางเพศย่อมยังถูกเอารัดเอาเปรียบต่อไป ทั้งจากสถานบริการที่บังคับหักค่าใช้จ่ายสารพัดจากพนักงานอย่างไม่สมเหตุสมผล หรือบางครั้งอาจถูกลูกค้าทำร้าย หรือใช้บริการแล้วไม่จ่ายเงิน

ในทางกลับกัน “หากยุติความผิดฐานค้าประเวณีโดยสมัครใจ ผู้ขายบริการจะกลายเป็น “พลังของสังคม”ช่วยเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวังอาชญากรรม”เช่น เมื่อพบเห็นการนำเด็กและเยาวชน การบังคับหรือล่อลวงบุคคลมาขายบริการทางเพศ ตลอดจนสถานบริการที่เอารัดเอาเปรียบพนักงาน คนเหล่านี้สามารถช่วยแจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่รัฐได้เพราะไม่ต้องกังวลว่าตนเองจะมีความผิดไปด้วย อนึ่ง “มีบางประเทศที่ออกกฎหมายเอาผิดผู้ซื้อบริการ..ซึ่งมาตรการนี้ไม่ช่วยแก้ปัญหา” เพราะเท่ากับทุกอย่างจะยังคงถูกทำให้อยู่ใต้ดินแบบควบคุมไม่ได้ต่อไป

“ทำอย่างไรจะไม่แก้ปัญหานี้โดยมองจากกรอบศีลธรรม วันนี้ก็ชัดเจนว่าต้องมองจากกรอบสิทธิมนุษยชน คงจะไม่ง่ายที่จะบอกว่าสิทธิที่จะขายบริการทางเพศ แต่เรามองแล้วว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นผลักให้ผู้หญิงเข้ามาสู่อาชีพนี้ ทางเลือกของผู้หญิงในสังคมก็น้อยมากโดยเฉพาะผู้หญิงที่มีภาระเลี้ยงดูลูกแล้วก็พ่อแม่ด้วยที่รอคอยอยู่ ถ้าในแง่ของศีลธรรมก็คือผู้หญิงก็มีความกตัญญูและมีภาระลูกที่จะต้องดูแล ถ้าจะบอกว่าผู้หญิงเหล่านี้ไม่ดีต้องลงโทษ ก็เท่ากับละเลยว่าแล้วทำไมเขาต้องมาสู่อาชีพนี้” ผอ.มูลนิธิผู้หญิงฝากทิ้งท้าย

Cr.naewna.com



ข้าวปิ่นเงิน ข้าวสารคุณภาพ
รับฝากเลี้ยงสุนัข ขนาดเล็กและกลางบางบัวทอง บางใหญ่ นนทบุรี
เรื่องจริงยิ่งต้องเล่า : Fact Fiction
ขึ้นไป บนสุด